Hybrid Track
← Field Notes

อาการบาดเจ็บที่พบบ่อยในนักวิ่ง: Shin Splints, Runner's Knee และ Plantar Fasciitis ต้องรับมืออย่างไร

วิ่งแล้วปวดหน้าแข้ง ปวดเข่า หรือปวดส้นเท้า? รวมทุกสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับ 3 อาการบาดเจ็บจากการวิ่งที่พบบ่อยที่สุด ทั้งสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง วิธีจัดการ และการป้องกัน พร้อมแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ

Admin T··16 min read
แชร์
อาการบาดเจ็บที่พบบ่อยในนักวิ่ง: Shin Splints, Runner's Knee และ Plantar Fasciitis ต้องรับมืออย่างไร

อาการบาดเจ็บที่พบบ่อยในนักวิ่ง: Shin Splints, Runner's Knee และ Plantar Fasciitis ต้องรับมืออย่างไร

ทำไมนักวิ่งถึงบาดเจ็บบ่อย

การวิ่งเป็นกีฬาที่ดูเรียบง่าย แต่ในความเป็นจริงร่างกายต้องรับแรงกระแทกซ้ำๆ หลายพันครั้งต่อการวิ่งหนึ่งครั้ง งานวิจัยพบว่าอัตราการบาดเจ็บจากการวิ่งในแต่ละปีอยู่ในช่วงกว้างมาก ตั้งแต่ 30% ไปจนถึง 79% ขึ้นอยู่กับกลุ่มประชากรและนิยามของ "การบาดเจ็บ" ที่ใช้ในการศึกษา และมากถึง 60-70% ของการบาดเจ็บเหล่านี้เกิดจาก training error คือการเพิ่มปริมาณหรือความหนักของการซ้อมเร็วเกินไป ไม่ใช่ท่าวิ่งผิดหรือรองเท้าไม่ดีอย่างที่หลายคนเข้าใจ

ที่น่าสนใจคือ "กฎ 10%" (10% Rule) ที่นักวิ่งท่องจำกันมานาน — ห้ามเพิ่มระยะวิ่งเกิน 10% ต่อสัปดาห์ — ไม่เคยมีงานวิจัยรองรับอย่างจริงจัง การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบหลายฉบับไม่พบความแตกต่างของอัตราการบาดเจ็บระหว่างกลุ่มที่เพิ่มระยะ 10% กับกลุ่มที่เพิ่มมากกว่านั้น สิ่งที่งานวิจัยล่าสุดชี้ให้เห็นชัดกว่าคือ "การซ้อมครั้งเดียวที่ยาวเกินตัว" ต่างหากที่อันตราย การวิ่งระยะทางเดี่ยวที่เกิน 10% ของระยะไกลสุดในรอบ 30 วันที่ผ่านมา สัมพันธ์กับความเสี่ยงบาดเจ็บที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และยิ่ง spike สูงเท่าไหร่ ความเสี่ยงก็ยิ่งสูงตาม

นักวิ่งมือใหม่มีความเสี่ยงสูงกว่านักวิ่งที่มีประสบการณ์อย่างมีนัยสำคัญ โดยอัตราการบาดเจ็บต่อ 1,000 ชั่วโมงวิ่งของนักวิ่งมือใหม่อยู่ที่ประมาณ 17.8 เทียบกับนักวิ่งทั่วไปที่ประมาณ 7.7 เข่าเป็นตำแหน่งที่บาดเจ็บบ่อยที่สุด ตามมาด้วยสะโพกและหน้าแข้ง

บทความนี้จะพาไปรู้จัก 3 อาการบาดเจ็บที่นักวิ่งเจอบ่อยที่สุด — Shin Splints, Runner's Knee และ Plantar Fasciitis — ทั้งสาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางจัดการที่มีหลักฐานวิชาการรองรับ

1. Shin Splints (Medial Tibial Stress Syndrome)

คืออะไร

Shin Splints หรือชื่อทางการแพทย์คือ Medial Tibial Stress Syndrome (MTSS) คืออาการปวดบริเวณด้านในของกระดูกหน้าแข้ง (tibia) ส่วนล่างค่อนไปทางกลาง เป็นหนึ่งในอาการบาดเจ็บจากการใช้งานซ้ำๆ (overuse injury) ที่พบบ่อยที่สุดในนักวิ่ง โดยเฉพาะนักวิ่งมือใหม่ งานวิจัยรายงานความชุกในนักวิ่งสมัครเล่นอยู่ที่ 13.6-20% และสูงถึง 35% ในกลุ่มทหารที่ฝึกวิ่งหนัก

สาเหตุ

มีสองทฤษฎีหลักที่อธิบายกลไกการเกิด MTSS ทฤษฎีแรกคือ fascial traction theory ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการอักเสบของเยื่อหุ้มกระดูก (periosteum) จากแรงดึงที่มากเกินไปของกล้ามเนื้อและเอ็นที่ยึดเกาะบริเวณหน้าแข้ง ส่วนอีกทฤษฎีคือ tibial bone overload theory ซึ่งมองว่าเป็นผลจากการรับน้ำหนักซ้ำๆ จนเกิดการบาดเจ็บระดับจุลภาค (micro-injury) ในกระดูก ทำให้ biomechanics ของการรับแรงเปลี่ยนไป ทั้งสองกลไกอาจเกิดร่วมกันได้ในนักวิ่งคนเดียวกัน

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงที่งานวิจัยระบุไว้ชัดเจน ได้แก่ เพศหญิง ดัชนีมวลกาย (BMI) สูง สมรรถภาพแอโรบิกต่ำ การสูบบุหรี่ และการเพิ่มความหนักหรือความถี่ในการฝึกซ้อมอย่างฉับพลัน นักวิ่งมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มโปรแกรมวิ่งจึงมีความเสี่ยงสูงกว่ากลุ่มอื่นอย่างชัดเจน

อาการ

ปวดบริเวณด้านในหน้าแข้งช่วงล่าง มักปวดขณะวิ่งหรือหลังวิ่ง กดแล้วเจ็บเป็นแนวยาวอย่างน้อย 5 เซนติเมตร ต่างจาก stress fracture ที่มักปวดเป็นจุดเดียวชัดเจนและปวดแม้ไม่ได้ลงน้ำหนัก ข้อควรระวังคือถ้าปล่อยไว้ไม่จัดการ MTSS สามารถพัฒนาไปเป็น stress fracture ของกระดูกหน้าแข้งได้

วิธีจัดการ

โดยทั่วไป Shin Splints เป็นอาการที่ไม่รุนแรงและหายได้เองเมื่อได้พัก แนวทางที่มีหลักฐานสนับสนุนคือ

  • ลดหรือหยุดพักการวิ่งชั่วคราว ให้เนื้อเยื่อได้ฟื้นตัว แล้วค่อยๆ กลับมาวิ่งแบบมีโครงสร้าง (return-to-run program) โดยเริ่มจากเดินสลับวิ่งก่อน
  • โปรแกรม strengthening โดยเฉพาะกล้ามเนื้อน่องและกล้ามเนื้อรอบข้อเท้า ร่วมกับ plyometric แบบค่อยเป็นค่อยไปในช่วงกลับมาวิ่ง
  • การรักษาเสริม เช่น extracorporeal shockwave therapy (ESWT) มีหลักฐานว่าช่วยลดระยะเวลาฟื้นตัวได้ดีกว่าวิธี compression หรือ shock-absorbing insole เพียงอย่างเดียวในบางการศึกษา แม้จะยังไม่มี protocol มาตรฐานที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกัน
  • Kinesio taping และ manual therapy ถูกใช้ในทางคลินิกและมีรายงาน case study ว่าช่วยให้กลับมาวิ่งได้เร็วขึ้น แต่หลักฐานระดับ high-quality evidence ยังมีจำกัด

การป้องกัน

เพิ่มระยะและความหนักของการซ้อมอย่างค่อยเป็นค่อยไป เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับรูปเท้า และฝึก strength โดยเฉพาะกล้ามเนื้อขาส่วนล่างเป็นประจำ

2. Runner's Knee (Patellofemoral Pain Syndrome)

คืออะไร

Patellofemoral Pain Syndrome (PFPS) หรือที่นักวิ่งเรียกกันติดปากว่า Runner's Knee คืออาการปวดรอบหรือด้านหลังกระดูกสะบ้า เป็นอาการบาดเจ็บที่พบบ่อยที่สุดในนักวิ่งระยะไกล คิดเป็นสัดส่วนราว 13-30% ของอาการบาดเจ็บที่เกี่ยวกับการวิ่งทั้งหมด และมีความชุกในประชากรทั่วไปประมาณ 22.7% พบในผู้หญิงและวัยรุ่นมากกว่ากลุ่มอื่น

สาเหตุ

PFPS เป็นภาวะที่มีสาเหตุหลายปัจจัยร่วมกัน (multifactorial) ทั้งด้านกายวิภาค ชีวกลศาสตร์ และแม้แต่ปัจจัยทางจิตสังคม ในอดีตเชื่อกันว่า Q-angle ที่มากผิดปกติเป็นสาเหตุหลัก แต่งานวิจัยปัจจุบันไม่พบความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่าง Q-angle กับอาการปวด สิ่งที่งานวิจัยสนับสนุนมากกว่าคือความสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า (quadriceps) และกล้ามเนื้อสะโพกที่อ่อนแรงกับความเสี่ยงของอาการปวดเข่า รวมถึง training error ที่เป็นสาเหตุของการบาดเจ็บจากการวิ่งมากกว่า 60% โดยรวม

ปัจจัยเสี่ยง

เพศหญิง ภาวะเท้าแบนหรือ overpronation ความอ่อนแรงของกล้ามเนื้อสะโพกและต้นขา และการเพิ่มปริมาณการวิ่งอย่างรวดเร็วเกินไป กิจกรรมที่กดดันข้อเข่าด้านหน้ามาก เช่น วิ่งขึ้น-ลงเนิน เดินขึ้นบันได หรือ squat ก็เป็นตัวกระตุ้นอาการได้เช่นกัน

อาการ

ปวดตื้อๆ รอบหรือใต้กระดูกสะบ้า มักปวดมากขึ้นเมื่อวิ่งลงเนิน เดินขึ้น-ลงบันได นั่งงอเข่านานๆ หรือลุกจากท่านั่ง อาการมักค่อยๆ เกิดขึ้น ไม่ได้มาจากอุบัติเหตุหรือแรงกระแทกฉับพลัน

วิธีจัดการ

หลักฐานทางวิชาการปัจจุบันชี้ตรงกันว่า strengthening exercise คือแนวทางหลักที่ได้ผลดีที่สุด ทั้งในระยะสั้น กลาง และยาว โดยเฉพาะ

  • เสริมความแข็งแรงของ quadriceps, สะโพก (hip abductor/external rotator) และ core ด้วยโปรแกรมแบบ graded-exposure คือค่อยๆ เพิ่มความหนักตามที่ร่างกายรับไหว
  • ลดหรือปรับกิจกรรมที่กระตุ้นอาการปวด ชั่วคราวเพื่อให้ข้อเข่าได้พัก ไม่จำเป็นต้องหยุดวิ่งสนิท แต่ควรลดระยะและความหนักลง
  • ฝึกความยืดหยุ่น ของกล้ามเนื้อ rectus femoris, hamstring และ gastrocnemius ร่วมด้วย
  • การรักษาที่มุ่งเป้าไปที่ "สาเหตุ" โดยตรง เช่น เฝือกหรืออุปกรณ์ประคองสะบ้า ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนว่าดีกว่าโปรแกรม strengthening ทั่วไป
  • สำหรับนักวิ่งที่มีภาวะเท้าแบนร่วมด้วย การฝึก foot core strengthening ร่วมกับการปรับ mobility ของข้อเท้าอาจช่วยลดอาการปวดได้ในบางกรณี

การป้องกัน

ฝึกความแข็งแรงของสะโพกและต้นขาเป็นประจำ แม้ยังไม่มีอาการปวด เพราะเป็นปัจจัยป้องกันที่มีหลักฐานสนับสนุนชัดเจนที่สุด และหลีกเลี่ยงการเพิ่มระยะหรือความหนักของการวิ่งอย่างฉับพลัน

3. Plantar Fasciitis

คืออะไร

Plantar Fasciitis คืออาการอักเสบหรือเสื่อมสภาพของพังผืดใต้ฝ่าเท้า (plantar fascia) ซึ่งเป็นแผ่นเนื้อเยื่อที่ทอดยาวจากกระดูกส้นเท้าไปจนถึงโคนนิ้วเท้า ทำหน้าที่รองรับ arch ของเท้า เป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของอาการปวดส้นเท้าในผู้ใหญ่ และพบว่ามีความชุกสูงในกลุ่มนักวิ่งเป็นพิเศษ บางการศึกษาในกลุ่มเสี่ยงรายงานความชุกสูงถึง 37%

สาเหตุ

เกิดจากแรงกระทำซ้ำๆ (repetitive microtrauma) ต่อพังผืดใต้ฝ่าเท้า จากวงจร stretch-shortening ที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่เท้ากระแทกพื้นขณะวิ่ง เมื่อสะสมมากพอจะทำให้เกิดการบาดเจ็บระดับจุลภาคที่ซ่อมแซมไม่ทัน

ปัจจัยเสี่ยง

ปัจจัยเสี่ยงที่งานวิจัยระบุไว้ชัดเจน ได้แก่ ดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 27 กก./ม² กล้ามเนื้อน่องและ Achilles tendon ตึง ภาวะเท้าแบน (pes planus) หรือเท้าโก่งสูง (pes cavus) ข้อเท้ากระดกขึ้นได้จำกัด (reduced ankle dorsiflexion) อาชีพที่ต้องยืนหรือเดินนานๆ และวิถีชีวิตที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหว (sedentary lifestyle) ที่น่าสนใจคือมีงานวิจัยชี้ว่านักวิ่งมาราธอนอาจมีความเสี่ยงต่ำกว่านักวิ่งระยะสั้นในบางกรณี ซึ่งบ่งชี้ว่าความเร็วในการวิ่งอาจมีผลมากกว่าปริมาณระยะทางรวม แต่ข้อมูลในประเด็นนี้ยังไม่ชัดเจนพอที่จะสรุปเป็นกฎตายตัว

อาการ

ปวดแปลบบริเวณส้นเท้าด้านล่าง โดยเฉพาะก้าวแรกหลังตื่นนอนตอนเช้าหรือหลังนั่งพักเป็นเวลานาน อาการมักดีขึ้นเมื่อเดินไปสักพักแต่จะกลับมาปวดอีกหลังใช้งานหนักหรือยืนนาน

วิธีจัดการ

  • การยืดพังผืดฝ่าเท้าและกล้ามเนื้อน่อง เป็นแนวทางหลักที่ clinical practice guideline แนะนำ ควรทำสม่ำเสมอโดยเฉพาะช่วงเช้าก่อนลงน้ำหนักครั้งแรก
  • จำกัดกิจกรรมที่กระตุ้นอาการ ชั่วคราวเพื่อให้พังผืดได้ฟื้นตัว
  • แผ่นรองรองเท้า (insole/orthoses) ทั้งแบบสำเร็จรูปและแบบสั่งทำเฉพาะบุคคล แม้เป็นวิธีที่นิยมใช้กันมาก แต่ meta-analysis หลายฉบับชี้ว่าให้ผลเพียงเล็กน้อยถึงไม่มีผลอย่างมีนัยสำคัญเมื่อใช้เดี่ยวๆ ในระยะสั้น (น้อยกว่า 3 เดือน) จึงควรใช้ร่วมกับวิธีอื่น ไม่ใช่พึ่งพาเพียงอย่างเดียว
  • Night splint ช่วยยืดพังผืดค้างไว้ระหว่างนอน เป็นอีกทางเลือกที่ระบุอยู่ใน clinical guideline
  • Iontophoresis และ shockwave therapy เป็นทางเลือกเสริมสำหรับรายที่อาการไม่ดีขึ้นด้วยวิธีอนุรักษนิยม

การป้องกัน

ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม ยืดกล้ามเนื้อน่องและ Achilles tendon สม่ำเสมอ เลือกรองเท้าที่รองรับ arch ได้ดี และหลีกเลี่ยงการยืนหรือวิ่งนานเกินไปโดยไม่มีการพักที่เพียงพอ

หลักการทั่วไปในการจัดการอาการบาดเจ็บจากการวิ่ง

ทั้งสามอาการที่กล่าวมามีจุดร่วมสำคัญคือเป็น overuse injury ที่เกิดจากการสะสมของแรงกระทำซ้ำๆ เกินกว่าที่เนื้อเยื่อจะซ่อมแซมทัน ดังนั้นหลักการจัดการโดยรวมจึงคล้ายกัน

  1. อย่าฝืนวิ่งทั้งที่ยังปวด — การพักหรือลดปริมาณชั่วคราวในระยะแรกช่วยป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นจนต้องหยุดวิ่งนานกว่าเดิม
  2. strength training คือเครื่องมือป้องกันที่มีหลักฐานแข็งแกร่งที่สุด งานวิเคราะห์อภิมาน (meta-analysis) จาก randomised controlled trial 26 ฉบับพบว่าการฝึกความแข็งแรงช่วยลด overuse injury ในนักวิ่งได้มากถึงราว 50%
  3. ระวัง spike ของระยะทางในการวิ่งครั้งเดียว มากกว่าการนับเปอร์เซ็นต์เพิ่มรายสัปดาห์แบบเดิม — อย่าให้ long run ครั้งใดครั้งหนึ่งยาวเกิน long run ที่ไกลสุดในรอบเดือนที่ผ่านมามากเกินไป
  4. กลับมาวิ่งแบบมีโครงสร้าง (return-to-run) หลังพักจากอาการบาดเจ็บ ไม่ควรกลับไปที่ปริมาณเดิมทันที ควรค่อยๆ ไต่ระดับขึ้นใหม่

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์หรือนักกายภาพบำบัด

หากปวดรุนแรงจนลงน้ำหนักไม่ได้ ปวดเป็นจุดชัดเจนที่กระดูก (สงสัย stress fracture) มีอาการบวมแดงร้อนผิดปกติ หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังพักและปรับการซ้อมแล้ว 2-3 สัปดาห์ ควรปรึกษาแพทย์เวชศาสตร์การกีฬาหรือนักกายภาพบำบัดเพื่อประเมินอย่างละเอียด เพราะอาการปวดที่คล้ายกันบางครั้งอาจมีสาเหตุร่วม เช่น stress fracture ที่ต้องการการพักที่นานกว่าและเข้มงวดกว่า overuse injury ทั่วไป

สรุป

Shin Splints, Runner's Knee และ Plantar Fasciitis คือสามอาการบาดเจ็บที่นักวิ่งเจอบ่อยที่สุด และมีจุดร่วมกันคือเกิดจากการสะสมของแรงกระทำซ้ำๆ เกินกว่าที่เนื้อเยื่อจะปรับตัวทัน ข่าวดีคือ training error ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการบาดเจ็บทั้งหมดนี้ เป็นปัจจัยที่นักวิ่งควบคุมได้เอง ผ่านการเพิ่มระยะอย่างค่อยเป็นค่อยไป การฝึก strength เป็นประจำ และการฟังสัญญาณของร่างกายเมื่อเริ่มมีอาการปวด

เอกสารอ้างอิง

  1. Ramteke, S.U. & Jaiswal, P.R. (2024). Physical Therapy Perspectives for Medial Tibial Stress Syndrome in a Novice Runner: A Case Report. Cureus. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC11417438/
  2. Medial Tibial Stress Syndrome. StatPearls, NCBI Bookshelf. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK538479/
  3. Highlights of Medial Tibial Stress Syndrome in Military Recruits: A Narrative Review. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC11629594/
  4. Alkhawashki, H.M. et al. Comprehensive Management of Patellofemoral Pain Syndrome in a Recreational Long-Distance Runner: A Case Report. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC11327842/
  5. A Contemporary Approach to Patellofemoral Pain in Runners. PMC. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC7740062/
  6. Effects of rehabilitation approaches for runners with patellofemoral pain: protocol of a randomised clinical trial. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4702381/
  7. Heel Pain – Plantar Fasciitis: Revision 2023. Journal of Orthopaedic & Sports Physical Therapy. https://www.jospt.org/doi/10.2519/jospt.2023.0303
  8. Plantar Fasciitis. American Family Physician. https://www.aafp.org/pubs/afp/issues/2019/0615/p744.html
  9. The Association Between Running Injuries and Training Parameters: A Systematic Review. https://www.researchgate.net/publication/354345696
  10. Incidence of Running-Related Injuries Per 1000 h of Running in Different Types of Runners: A Systematic Review and Meta-Analysis. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC4473093/

อ่านต่อ

Recovery สำหรับนักวิ่ง: Foam Rolling, การพักฟื้น และทำไมการนอนถึงสำคัญกว่าที่คิด
RunningTraining

Recovery สำหรับนักวิ่ง: Foam Rolling, การพักฟื้น และทำไมการนอนถึงสำคัญกว่าที่คิด

ซ้อมหนักแค่ไหนก็ไม่พัฒนา ถ้า Recovery ไม่ดีพอ บทความนี้เจาะลึก 3 เสาหลักของการฟื้นตัว — Foam Rolling ใช้ยังไงให้ได้ผลจริง, วันพักสำคัญแค่ไหน

Long Run คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญสำหรับนักวิ่งและนักวิ่งเทรล
Trail RunningRunning

Long Run คืออะไร? ทำไมถึงสำคัญสำหรับนักวิ่งและนักวิ่งเทรล

Long Run คือหนึ่งในการซ้อมที่สำคัญที่สุดสำหรับนักวิ่งระยะไกลและนักวิ่งเทรล ทำความเข้าใจว่าควรวิ่งนานแค่ไหน วิ่งเพซเท่าไหร่ ใช้ Heart Rate Zone ไหน และเพิ่มระยะอย่างไรให้ปลอดภัย

· 10 min
นักวิ่งเทรลวิ่งบนเส้นทางภูเขาท่ามกลางธรรมชาติ
Trail RunningRunning

การซ้อมสำหรับวิ่งเทรล — คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับคนที่อยากออกจากถนนไปวิ่งบนภูเขา

วิ่งเทรลไม่ใช่แค่เอารองเท้าวิ่งไปวิ่งบนเขา — มันต้องการทั้งความอึด ความแข็งแรง และทักษะเฉพาะทาง บทความนี้ครอบคลุมทุกสิ่งที่ต้องรู้